วันที่ 29 กรกฏาคม 2557
ม. เทคโนโลยีมหานคร พัฒนาเตาอบยาง ประสิทธิภาพสูง ประหยัดเวลา ต้นทุนต่ำ


การผลิตยางแผ่นรมควันในประเทศไทยประสบปัญหาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอบแห้งของแผ่นยางที่ไม่สม่ำเสมอ ความร้อนที่เข้าสู่ห้องอบยางไม่กระจายตัว ทำให้เกิดความร้อนเป็นจุดๆ ทำให้ยางแผ่นรมควันที่ได้มีคุณภาพต่ำ ความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ห้องอบรมควัน รวมถึงระยะเวลาในการอบยางที่ค่อนข้างนานในแต่ละรอบ ทำให้สูญเสียทั้งเวลาและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจำนวนมาก เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบการอย่างมาก


รศ.ดร. สุเจตน์ จันทรังษ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เปิดเผยถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเตาอบยางแผ่นรมควัน ในโครงการ “เพิ่มศักยภาพการแปรรูปน้ำยางพาราแบบลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม ว่า โครงการดังกล่าว เป็นความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (พัทลุง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช), โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยในการพัฒนาเตาอบยางมีโจทย์ที่จะต้องดำเนินการแก้ไข อันดับแรกคือ โรงอบยาง เพราะที่ผ่านมาประสบปัญหาเรื่องไฟไหม้ เรื่องที่สองคือ คุณภาพของแผ่นยางที่ผ่านการอบไม่ได้คุณภาพ มีปริมาณยางที่เสียหายหลังผ่านการอบจำนวนมากในลักษณะของยางเกิดการพองตัว ไม่สุกหรือแห้ง สีไม่สม่ำเสมอ และสุดท้ายคือ เรื่องของพลังงาน ซึ่งเป็นปัญหาหลัก เพราะที่ผ่านมาโรงอบยางจะต้องใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิง ปีละประมาณ 6-7แสนบาท ต่อปี ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยจึงเห็นว่าจะต้องเข้ามาดำเนินการหาวิธีแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในประเด็นเหล่านี้ให้สำเร็จ

ในการดำเนินงานนั้น หลังจากที่ได้รับรู้ถึงปัญหาการอบยางของเกษตรกรแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับการประสานจากโครงการ iTAP และสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมอบหมายให้ รศ.ดร. ฐานิตย์ เมธิยานนท์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการถ่ายเทความร้อน เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ เข้าไปเก็บข้อมูล ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาที่แท้จริง รวมถึงการวางแนวทางในการแก้ปัญหา เช่น การเกิดไฟไหม้เตาอบยางเกิดจากสาเหตุใด และพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้เกิดการสูญเสียไปในทางใดบ้าง ซึ่งเมื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาทั้งสองด้านนี้แล้วคุณภาพของยางที่ผ่านการอบจะดีขึ้นอย่างไรบ้าง

การส่งเสริมการพัฒนาเตาอบยางนั้น อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ยืนยันว่า พร้อมที่จะสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเตาอบยางต่อไป เพื่อให้ได้เตาอบยางที่มีประสิทธิภาพ เพราะปัจจุบันการพัฒนาเตาอบยาง ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะพื้นที่ในเขตจังหวัดภาคใต้เท่านั้น ซึ่งตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ขยายผลการศึกษาการพัฒนาเตาอบยางประสิทธิภาพสูงจากการดำเนินการในภาคใต้ จำนวน 32 เตา ออกไปยังภาคตะวันออกและภาคอีสาน ซึ่งมีพื้นที่การเพาะปลูกยางพารามากเช่นกัน

รศ.ดร. สุเจตน์ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มีความภูมิใจที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเตาอบยาง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเดิมการอบยางจะต้องใช้เวลา 4 วัน บางแห่งมีเตาอบเพียง 3-4 ห้อง ต้องหมุนเวียนการอบยาง ดังนั้น หากน้ำยางมีมากเกินไป เกษตรกรต้องนำน้ำยางที่เหลือไปขายเป็นน้ำยางดิบจะได้ราคาต่ำ เพราะถูกหักเรื่องความชื้นหรือเปอร์เซ็นต์ยาง แต่หลังจากได้มีการพัฒนาเตาอบยางแล้วพบว่า สามารถลดระยะการอบให้เหลือเพียง 2 วันครึ่ง ทำให้รอบของการอบยางสั้นลง เกษตรกรสามารถเพิ่มกำลังการผลิตหรือการอบยางได้มากกว่าเดิม ลดปริมาณการขายน้ำยางดิบลงและยังประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 40% ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องพัฒนาเตาอบยางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในแบบยั่งยืนตลอดไป

ตั้งแต่ ปี 2552-2553 เราสร้างเตาอบยางต้นแบบขึ้นมา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาเตาอบยางรุ่นต่อๆ มาให้ดียิ่งๆ ขึ้น โครงการนี้เป็นเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ต้องการช่วยเหลือชาวเกษตรกรให้ได้รับประโยชน์สูงสุด และพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไม่ได้เป็นเพียงรูปธรรม แต่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้จริงอย่างเต็มที่ และสิ่งที่เราสนใจมากก็คือเรื่องของการพัฒนาที่เป็นรูปแบบที่ยั่งยืน

รศ.ดร. ฐานิตย์ เมธิยานนท์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องของพลังงานและการถ่ายเทความร้อน กล่าวว่าจุดเด่นของเทคโนโลยี เตาอบรมควันยางพาราแบบประหยัดพลังงานมีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ

1. เป็นเตาอบที่เวียนอากาศภายในห้องอบกลับมาใช้ใหม่ได้หลังการอบแห้งผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง

2. มีความปลอดภัยในการใช้งาน โดยมีการติดตั้งชุดดักสะเก็ดไฟที่อาจหลุดลอยเข้าสู่ห้องอบ ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ และ

3. มีการติดตั้งชุดวัดอุณหภูมิของลมร้อนที่เข้าห้องอบ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมอุณหภูมิลมร้อนไม่ให้สูงเกินไป ทำให้มั่นใจได้ว่าอุณหภูมิในห้องอบสม่ำเสมอและไม่สูงเกินไป จนเป็นผลเสียต่อคุณภาพยางแผ่น

ปัจจุบัน ได้มีการขยายผล โดยการนำเตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงาน ไปติดตั้งให้กับกลุ่มเกษตรกรสวนยาง กลุ่มสัจจะ พัฒนายาง บ้านท้ายวัง จังหวัดตราด จำนวน 2 เตา ดังนี้

เตาที่ 1 เป็นเตาอบรมควันยางพาราที่ใช้เตาผลิตความร้อน 1 ลูก ใช้งานกับห้องอบรมควันแบบสหกรณ์กองทุนสวนยาง (สกย.) ปี พ.ศ. 2538 จำนวน 2 ห้อง บรรจุยางแผ่นคิดเป็นน้ำหนักยางแห้ง ประมาณ 7 ตัน ผลจากการทดสอบประสิทธิภาพพบว่า ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ ร้อยละ 30 คิดเป็นมูลค่า 69,000 บาท ต่อเตา ต่อปี (คำนวณจากราคาไม้ฟืน 0.8 บาท ต่อกิโลกรัม) สามารถผลิตยางแผ่นรมควันได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 40 (จากเดิม 49 ตันยางแห้ง ต่อเดือน เป็น 70 ตันยางแห้ง ต่อเดือน) ลดระยะเวลาในการอบยางแผ่นลง ร้อยละ 20 (จากเดิม 4 วัน 3 คืน เป็น 3 วัน 2 คืน) ที่สำคัญยางแผ่นที่ได้มีคุณภาพดีขึ้น มีสีเหลืองสม่ำเสมอ ไม่มีรอยดำไหม้เกิดขึ้น

เตาที่ 2 เป็นเตาที่ทางกลุ่มสัจจะ พัฒนายาง บ้านท้ายวัง ใช้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับนักวิจัย ซึ่งได้ก่อสร้างเตาอบรมควัน จำนวน 1 ลูก และติดตั้งใช้ระบบท่อลมในโรงอบยางแผ่นรมควัน จำนวน 2 ห้อง โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงของเตาจากทรงกระบอกมาเป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งทำให้ใส่ฟืนได้สะดวกขึ้น

ผลการทดลองพบว่า เตาอบรมควันนี้ใช้งานได้ดีและเป็นที่น่าพอใจ สามารถผลิตยางแผ่นรมควันได้จำนวนเพิ่มขึ้น โดยยางที่ผ่านการอบมีคุณภาพดี ซึ่งส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่น มีรายได้เพิ่มขึ้น 4.2 ล้านบาท ต่อปี และก่อให้เกิดการลงทุนเพิ่ม 1.8 ล้านบาท ปัจจุบัน เตาอบรมควันนี้ได้มีการขยายผลโดยนำไปใช้ในกลุ่มสัจจะ พัฒนายาง บ้านเขาหมาก จังหวัดตราด แล้วเช่นกัน

กลับไปด้านบน | เข้าสู่เว็บไซต์เทคโนโลยีชาวบ้าน
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.